เที่ยวคนเดียว
เพื่อรู้จักตัวเองมากขึ้น

เมื่อคุณได้เดินทางแล้วครั้งหนึ่ง การผจญภัยจะไม่มีวันสิ้นสุด แต่ความทรงจำมันจะถูกเล่นในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเบื้องลึกของจิตใต้สำนึก จิตใจคนเราไม่สามารถละไปจากการเดินทางได้ง่ายขนาดนั้น

ไม่ใช่ทุกคนที่เคยหลงทาง จะหลงทาง

เราอาศัยอยู่ในโลกมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยความงามเสน่ห์และการผจญภัยไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับการผจญภัยที่เราสามารถมีได้ หากเพียงแต่เราแสวงหาด้วยการเปิดตาของเรา และเดินทางไป

การเดินทาง
คือการใช้ชีวิต

การเดินทางนั้นมากมายหลายล้านความรู้สึกที่คนเราจะแบ่งปันให้กันได้และไม่เพียงกี่โอกาสของเราที่โคจรมาแลกเปลี่ยนความทรงจำซักช่วงนึงของชีวิต

บ้านปลายเนิน ย่านคลองเตย

บ้านปลายเนิน ย่านคลองเตย

รู้จักในฐานะที่เป็นย่านที่อยู่อาศัยและอาคารสำนักงานที่พร้อมสรรพไปด้วยความสะดวกสบายสไตล์คนเมือง ทว่า ณ มุมหนึ่งห่างจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินคลองเตยเพียงไม่กี่ร้อยเมตร มีสถานที่ทางประวัติศาสตร์แสนล้ำค่าซึ่งตั้งตระหง่าน แวดล้อมไปด้วยแมกไม้ร่มรื่น อยู่ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดินคลองเตยเพียงไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น สถานที่แห่งนั้นคือ “วังคลองเตย” หรือที่รู้จักกันในชื่อ บ้านปลายเนิน พระตำหนักส่วนพระองค์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์หรือ “สมเด็จครู” – หนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีส่วนช่วยในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและอัตลักษณ์ความเป็นชาติไทยมาอย่างยาวนาน

“นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” ศิลปินผู้มากความสามารถ ต้นราชสกุลจิตรพงศ์

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๖๒ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีหลายกระทรวงในรัชสมัยของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

นอกเหนือจากความสามารถในด้านการบริหารราชการ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ยังทรงมีพระปรีชาสามารถในวิทยาการหลายแขนง เช่น ดนตรี อักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ งานช่าง และทรงมีผลงานสำคัญในด้านการช่างและศิลปะมากมาย เช่น งานภาพลายเส้นทศชาดก ทรงออกแบบตาลปัตรพัดยศ เช่น พัดดำรงธรรม เฟรสโก้ หรือภาพปูนเปียกพระเวสสันดรชาดก บนฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดราชาธิวาส เฟรสโก้พระอาทิตย์ชักรถบนเพดานห้องทรงเขียน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังได้ทรงวาดภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ซึ่งได้กลายมาเป็นตราสัญลักษณ์ของกรุงเทพมหานครในปัจจุบันกัวนาฮัวโต Guanajuato

“บ้านปลายเนิน” จากที่ประทับส่วนพระองค์สู่การเป็นมรดกล้ำค่าทางประวัติศาสตร์

แต่เดิมนั้น บ้านปลายเนิน ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นพระตำหนักสำหรับพักตากอากาศ ถูกสร้างจนแล้วเสร็จเมื่อปี 2457 สถานที่แห่งนี้เป็นอาณาบริเวณที่ศิลปินต่างยุค ต่างวัฒนธรรมทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ รวมถึงสถาปัตยกรรมร่วมสมัย หนึ่งในนั้นคือ คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) หรือ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ประติมากรชาวอิตาเลียนสัญชาติไทยจากเมืองฟลอเรนซ์ ผู้ก่อตั้งและทำหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาศิลปะที่โรงเรียนประณีตศิลปกรรม ซึ่งภายหลังได้รับการยกฐานะให้เป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร

ปัจจุบัน บ้านปลายเนินเป็นที่อยู่อาศัยของพระทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ซึ่งได้วางผังแม่บทอนาคตของบ้านปลายเนินด้วยการจัดทำทะเบียนภาพแบบร่างฝีพระหัตถ์ของสมเด็จครู ศิลปวัตถุโบราณที่ทรงสะสม และข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันส่วนพระองค์ ด้วยความตั้งใจว่าจะได้อนุรักษ์และปรับปรุงอาคารทั้งหมดเพื่อเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ศูนย์เรียนรู้ และสถานที่อบรมที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าชมและศึกษา

ตัวอย่างของงานศิลปะทรงคุณค่าที่ถูกเก็บรักษาไว้ที่บ้านปลายเนิน ส่วนใหญ่เป็นศิลปวัตถุที่สมเด็จครูทรงสะสมไว้ เช่น หัวโขน ซึ่งมีอยู่ด้วยกันราวสามสิบกว่าหัว และหัวที่โด่งดังที่สุดเรียกว่า หัวครูดำ เป็นหัวทศกัณฑ์ที่รักษาไว้เพื่อบูชาเป็นครู จึงเป็นที่มาของชื่อหัวครูดำ นอกเหนือจากผลงานทางด้านศิลปะ ของดีอีกอย่างของบ้านปลายเนินที่ผู้เข้าเยี่ยมชมไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งนั่นก็คือ ข้าวแช่สูตรของบ้านปลายเนิน ทานแกล้มกับผักและกับข้าวที่เตรียมไว้ให้ เป็นของดีที่หากินได้เพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้น

บ้านปลายเนิน ย่านคลองเตย

บ้านปลายเนิน ย่านคลองเตย

‘บ้านปลายเนิน’ ที่ประทับในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม มีอายุราว 105 ปี นับจากพ.ศ.2457 ที่ทรงเริ่มมาประทับที่นี่

เป็น 105 ปีที่แบ่งเป็นสามยุค ยุคแรกเป็นที่ประทับและที่ทรงงานในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ยุคที่สองคือหลังพระองค์สิ้นพระชนม์ แต่ยังเป็นที่ประทับของพระธิดาสองพระองค์ ผู้ปรับปรุงภูมิทัศน์บ้านปลายเนินให้กลายเป็นโรงเรียนสอนละคร โขน ดนตรี เพื่อสร้างและสืบสานจิตวิญญาณศิลปินไทย

ยุคนี้เองที่มีการก่อตั้งมูลนิธินริศรานุวัดติวงศ์ ที่มอบ ‘รางวัลนริศ’ เพื่อสนับสนุนนักเรียนศิลปะไทยระดับแนวหน้า ว่าที่ศิลปินไทยเหล่านี้รวมตัวกันทุกปีในวันที่ 28 เมษายน ในงานวันนริศ ที่ยังคงจัดสืบต่อมาจนปัจจุบัน

ยุคที่สามคือหลัง พ.ศ. 2559 เมื่อหม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ พระธิดาองค์สุดท้ายสิ้นชีพิตักษัย ถือเป็นยุคใหม่ของบ้านปลายเนิน พระนัดดา (หลาน) และทายาทรุ่นเหลน รวมกำลังกันบูรณะบ้านปลายเนินอีกครั้ง เพื่อให้รองรับการเข้าชมได้มากขึ้น จัดแสดงศิลปวัตถุได้ดียิ่งขึ้น โดยเริ่มจากเรือนสำคัญที่สุดในบ้านปลายเนิน คือตำหนักไทย ที่ประทับและที่ทรงงานในสมเด็จครู

กิจกรรม Walk with The Cloud 15 : บ้านปลายเนิน ที่เริ่มและจบในหนึ่งบ่าย อัดแน่นไปด้วยความตั้งใจและทุ่มเทของสมาชิกราชสกุลจิตรพงศ์ ที่อยากให้บ้านปลายเนินเป็นที่ยังประโยชน์ด้านการศึกษาศิลปะไทยแก่สาธารณชน

ก่อนเริ่มเดิน เราได้ฟังพระประวัติและพระอัจฉริยภาพในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผ่านปากของ หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ ทายาทสายตรง โดยอ่านเรื่องราวของพระองค์ได้ที่นี่

แล้วเราก็ได้ฟังเรื่องสมเด็จครูจากทายาทสายตรงชั้นหลานและเหลน ได้เดินชมเรือนและอาคารต่างๆ ในบ้านปลายเนิน ได้กินข้าวแช่แสนอร่อยตำรับดั้งเดิมของบ้านปลายเนิน ได้ชมระบำดาวดึงส์และรำรจนาเสี่ยงพวงมาลัย ประกอบบทเพลงพระนิพนธ์ในสมเด็จครู

นักแสดงประกอบด้วยทั้งพระปนัดดาในสมเด็จครู และเหลนของเจ้าพระยาเทเวศรวงษ์วิวัฒน์ (ผู้เป็นทั้งพระญาติและกัลยาณมิตร) ร่วมกับลูกศิษย์ลูกหาที่เรียนรำไทยและดนตรีไทย ณ บ้านปลายเนินแห่งนี้

อีกกิจกรรมที่ถือว่าพิเศษสุด คือขึ้นชมตำหนักไทยที่เพิ่งบูรณะเสร็จใหม่ๆ หมาดๆ ชมทุกห้องที่สมเด็จครูเคยประทับและทรงงาน ชมงานศิลปะทรงสะสม และภาพร่างฝีพระหัตถ์ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน

ร้อยปีที่แล้ว ตำบลคลองเตยมีแต่ท้องนาและสวนผัก ชาวบ้านเดินทางด้วยเรือ มีรถม้าผ่านไปมาบนถนนบ้าง แต่น้อยมาก

เมื่อสมเด็จครูเสด็จมาประทับที่นี่ มีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่น้ำประปายังมาไม่ถึง ต้องมีโอ่งตั้งเรียงเป็นแถวเพื่อเก็บน้ำฝนไว้ดื่ม หากไม่พอก็ต้องแจวเรือไปขนน้ำประปามาจากศาลาแดง ทรงถมที่เฉพาะบริเวณที่จะใช้ปลูกตำหนัก ส่วนที่เหลือทรงทิ้งไว้เป็นนา และยกร่องปลูกผักสวนครัว พริก ฟัก กล้วยและอ้อย มีที่สำหรับเลี้ยงเป็ด ไก่ และห่าน

ที่นี่เคยมีแพะด้วย เพราะหมอแนะนำให้สมเด็จครูเสวยนมสด จึงโปรดให้เลี้ยงแพะไว้ ประทานชื่อแพะตัวแรกว่า ‘พวง’ ข้าหลวงพยายามให้กินใบเตยและใบไม้หอมเพื่อให้นมมีกลิ่นหอม แต่แพะพวงชอบออกจากคอกมาเล็มกินใบกระถิน ทำให้นมเหม็นเขียวยิ่งกว่าเดิม การเลี้ยงแพะต่อๆ มาเริ่มเป็นปัญหา บางตัวไล่ขวิดคนในวัง มีกีฬาวิ่งหนีแพะกันเป็นประจำ ผลที่สุดต้องทรงเลิกเลี้ยงแพะ

สมเด็จครูรับสั่งว่า ‘ให้ใช้เมตตาเป็นรั้ว’ บ้านปลายเนินแห่งนี้จึงไม่มีรั้วรอบขอบชิด

ทรงวางพระองค์เป็นทั้งเพื่อนและที่พึ่งของชาวบ้าน ใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็ทรงประทานยา หรือให้อาศัยเรือประจำวังพาไปส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่ศาลาแดง ถึงวันประสูติก็ทรงจัดเลี้ยงพระ เลี้ยงอาหารทั้งลูกหลาน มิตรสหาย และไพร่ฟ้าประชาชนที่ทรงถือว่าเป็น ‘เพื่อนบ้าน’

“ท่านไม่ค่อยตรัส แต่จะทรงแย้มพระสรวลน้อย ๆ อย่างพระทัยดี” หม่อมหลวงจ้อย งอนรถ นันทิวัชรินทร์ (ผู้เป็นหลานของพระชายาในสมเด็จฯ และหม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ พระธิดา ได้ทรงรับไปเลี้ยงดูที่ตำหนักตึก) เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2538

“ท่านจะบรรทมตื่นราวบ่าย 3 โมง เพราะทรงงานอยู่จนดึกมาก ๆ หรือเกือบรุ่งเช้า จากนั้นจะเสด็จไปยังตำหนักโถง (ปัจจุบันคือตำหนักไทย) ซึ่งเป็นบ้านไทยเพื่อทรงงานต่อ ดิฉันที่ในขณะนั้นเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จะคอยที่กระได เพื่อคอยส่งธารพระกร หรือไม้เท้าถวายพระองค์ท่าน” หม่อมหลวงจ้อย เล่าถึงพระจริยวัตร

หลายสิบปีต่อมาในวันนี้ เราเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้ขึ้นชมตำหนักไทยที่เพิ่งบูรณะเรียบร้อย เพื่อชมห้องที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ ทรงใช้ทรงงานสำคัญทุกอย่าง

ห้องทรงงานนี้มีภาพสำคัญที่สุดภาพหนึ่ง

หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์ ทายาทรุ่นเหลน นำชมห้องต่างๆ บนตำหนักไทย พร้อมทั้งอธิบายถึงอดีตและความสำคัญของแต่ละห้อง

ห้องทรงงานนี้มีภาพสำคัญที่สุดภาพหนึ่ง นั่นคือภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เป็นภาพต้นฉบับที่สมเด็จครูทรงเขียนถวายรัชกาลที่ 6 พิเศษตรงที่ ช้างเอราวัณของสมเด็จฯ มีเศียรเดียว แต่มี 4 งา พระอินทร์ก็ไม่ทรงเขียนให้มีกายสีเขียวตุ่นๆ ทึบๆ แบบโบราณ แต่ทรงเขียนให้เป็นสีเรืองเขียว มีแสง เงา มีกล้ามเนื้อชัดเจน

“ภาพนี้เคยอยู่ที่พระราชวังดุสิต สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงเล็งเห็นว่ารูปนี้มีคนพยายามจะขโมยโดยการลบพระนามออก ถ้ามองดีๆ จะเห็นคราบน้ำอยู่ด้านซ้าย ท่านก็เลยพระราชทานกลับให้บ้านปลายเนินเป็นผู้เก็บรักษาไว้” หม่อมหลวงตรีจักรกล่าว

ห้องบรรทม มีพระแท่นบรรทมสลักลายโปร่งปิดทองของพระองค์เจ้าพรรณราย พระมารดา ที่หม่อมเจ้ายาใจ และหม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ พระโอรสและพระธิดาในสมเด็จครู ทรงเชิญจากวังท่าพระมาประดิษฐานที่นี่ ในยุคที่ตั้งใจปรับบ้านปลายเนินให้เป็น ‘พื้นที่จัดแสดงเพื่อการเรียนรู้’บาคาร่า

สมเด็จครูเคยตรัสเล่าว่า “แม่เกณฑ์ให้ขึ้นไปนอนบนเตียงนี้เมื่อเด็กๆ นอนไม่หลับ กลัวผีเกือบตาย” ส่วนพระองค์เองนั้นบรรทมเตียงเหล็กแบบเดียวกับที่ชาวบ้านทั่วไปใช้

ตำหนักตึก เป็นอีกอาคารที่สำคัญของบ้านปลายเนิน เพราะสมเด็จครูสิ้นพระชนม์ในห้องบรรทม บนชั้นสองของตำหนักแห่งนี้

ตึกทรงยุโรปนี้สร้าง พ.ศ. 2474 โดยความคิดริเริ่มของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายา (ผู้มีที่พำนักเป็นเรือนหลังเล็กน่ารักอยู่ใกล้ตึกหลังนี้ บรรดาหลานๆ เรียกกันว่า เรือนคุณย่า) ด้วยเห็นว่าก่อนหน้านี้สมเด็จครูประทับอยู่องค์เดียวที่ตำหนักไทย ไม่มีผู้คอยปรนนิบัติใกล้ชิด ประกอบกับทรงพระชรา หม่อมราชวงศ์โตจึงคิดอ่านปลูกเรือนหลังนี้ขึ้น แล้วเชิญเสด็จให้มาประทับ

Add a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *